ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันของสังคมไทย เรื่องเงินๆทองๆ จึงเป็นเรื่องที่ (เกือบจะ) ทุกคนให้ความสำคัญ และสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างการบริหารจัดการอย่างไรให้เงินที่มีอยู่ หรือหามาได้นั้น เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ในเมื่อทุกอย่างรอบๆตัว ล้วนแล้วแต่มีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งสิ้น ดังนั้น “การวางแผนการเงิน” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

หากพูดถึง “การวางแผนการเงิน” แล้ว คำถามที่มักตามมาก็คือ “ควรเริ่มตอนไหน” “ควรเก็บอย่างไร” และ “เก็บแค่ไหนถึงจะพอ” ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงาน องค์กร และสื่อมากมาย เช่น สถาบันการเงิน องค์กรอิสระ เว็บไซต์ และเพจต่างๆ ที่แนะนำ ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร จัดการ หรือทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้สามารถทราบ และคาดการณ์ภาพรวมของการเงินของแต่ละคนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่างๆ พัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าถึงข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “การวางแผนการเงิน” จึงเป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น

มิลยู อินไซต์ (ประเทศไทย) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแอปฯ มิลยู เซอร์เวย์ จำนวน 2,270 คน ในประเด็นคำถามที่ว่า “คุณมั่นใจมากน้อยแค่ไหนกับการบริหารจัดการเรื่องเงินของคุณ?” โดยผลสำรวจพบว่าคนส่วนใหญ่ (71%) รู้สึกมั่นใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องเงินของตนเอง ในขณะที่มีเพียง 23% เท่านั้นที่รู้สึกไม่มั่นใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องเงินของตนเอง

นอกจากนี้หากแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • คนที่ชอบเก็บชอบออม
  • คนที่ชอบใช้ชอบจ่าย

จะพบว่าทั้ง 2 กลุ่มข้างต้น มีลักษณะการออมที่น่าสนใจ และแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (https://bit.ly/2YjFkoT) ได้แนะนำไว้ว่าการออมขั้นต่ำอย่างน้อยที่สุด คือ ควรออมเงิน 10% ของรายได้ ซึ่งกลุ่มคนที่ชอบเก็บชอบออมส่วนใหญ่ (44%) จะมีการออมเงิน 10 – 20% ของรายได้ นอกจากนี้รองลงมา (34%) มีการออมเงินมากกว่า 20% ของรายได้อีกด้วย ในขณะที่กลุ่มคนที่ชอบใช้ชอบจ่ายนั้น ส่วนใหญ่ (33%) จะออมเงินน้อยกว่า 10% ของรายได้ และมีมากถึง 21% ที่ไม่ได้เก็บเงิน หรือออมเงินเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นการวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะช่วยให้ทราบถึงสภาพคล่อง และขีดจำกัดของการใช้เงินอย่างปลอดภัยว่าจะต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง ซื้ออะไรได้บ้าง หรือควรเก็บออมไว้เท่าไหร่ แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่เรามักเห็นกันเป็นประจำในสังคมไทย นั่นก็คือ “การให้เงินแก่พ่อแม่” โดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (47%) ให้เงินแก่พ่อแม่บ้างเป็นบางครั้งบางคราว ซึ่งใกล้เคียงกับคนที่ให้เงินพ่อแม่เป็นประจำ (43%) และมีเพียงส่วนน้อย (9%) เท่านั้นที่ไม่ได้ให้เงินพ่อแม่เลย ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คนส่วนใหญ่มีความกตัญญูต่อผู้ที่มีพระคุณนั่นเอง


นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้พบตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การให้เงินแก่พ่อแม่” เพิ่มเติมอีกด้วย โดยเมื่อพิจารณาผลสำรวจ จะพบว่า “คนที่มั่นใจในการบริหารจัดการเรื่องเงินของตนเอง” ส่วนใหญ่ (71%) ให้เงินแก่พ่อแม่ไม่เกิน 5,000 บาทโดยเฉลี่ยต่อเดือน ในขณะที่ “คนที่ไม่มั่นใจในการบริหารจัดการเรื่องเงินของตนเอง” มีสูงถึง 47% ที่ให้เงินแก่พ่อแม่มากกว่า 5,000 บาท ซึ่งสูงกว่าตัวเลขผลสำรวจของอีกกลุ่มอย่างชัดเจน หรือจริงๆแล้วเพราะการให้เงินแก่พ่อแม่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง...แล้วคุณละเหมือนกับผลสำรวจของเราหรือไม่?