ในยุคที่โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดง หรือผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายต่างก็มีพกติดตัวไว้อย่างน้อยๆ คนละ 1 เครื่อง และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเรื่องปกติทั่วไปของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนมือถือ หรือผ่านอินเทอร์เน็ตบ้านก็ตาม จึงทำให้ทุกเพศทุกวัยมีโอกาสที่จะเป็นได้ทั้งผู้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ และผู้ผลิตเนื้อหา รวมถึงอาจเพียงแค่เขียนแล้วโพสต์ หรือรับข้อมูลข่าวสารมา แล้วแชร์ต่อออกไปก็ตาม ซึ่งข้อมูลข่าวสาร และเนื้อหาต่างๆ มีทั้งที่เป็นประโยชน์ เป็นความรู้ และข้อเท็จจริงต่างๆ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนตัว เป็นการโน้มน้าวชักจูง โฆษณาชวนเชื่อ เนื้อหาที่มุ่งโจมตีฝ่ายตรงข้าม เนื้อหาที่กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก ความเข้าใจผิดต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง หรือหวังผลในหลายๆเรื่องก็ตาม

ตามที่ได้เกริ่นไปแล้วข้างต้น คำว่า “ข่าวปลอม (Faked News)” จึงได้กลายเป็นกระแส และประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ โดยจริงๆ แล้วข่าวปลอมนั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่ข่าวแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูล หรือเนื้อหาต่างๆ ที่มีการแชร์ หรือบอกต่ออีกด้วย โดยโซเชียลเน็ตเวิร์คยักษ์ใหญ่อย่าง “เฟซบุ๊ก” ก็ตระหนักดีถึงปัญหา ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการแชร์ และบอกต่อข่าวปลอมเหล่านี้ เพราะเฟซบุ๊กเองก็ถูกใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวปลอมมากที่สุดช่องทางหนึ่งในปัจจุบัน ทางเฟซบุ๊กจึงได้พยายามหาวิธีในการป้องกัน เช่นเดียวกันกับประเทศไทยของเราที่ล่าสุดเพิ่งจะมีการเปิดตัว “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center)” ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแล กลั่นกรอง ตรวจสอบ หรือกำจัดข่าวปลอม เน้นว่าเป็นข่าวที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และจะมีการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจในข่าวที่ถูกต้อง เพื่อประชาชนทุกคนให้เข้าใจ และรู้เท่าทันว่าข่าวไหนปลอมข่าวไหนจริง


ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ทั้งที่มีอยู่เดิม หรือเพิ่งจะก่อตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการเกี่ยวกับปัญหาข่าวปลอม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การแก้ปัญหาตั้งแต่ที่ต้นเหตุ หรือก็คือการเลือกรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าว สื่อ หรือช่องทางที่น่าเชื่อถือเท่านั้น ซึ่งผลสำรวจจากผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแอปฯ มิลยู เซอร์เวย์ จำนวน 2,578 คน พบว่าสื่อออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าน่าเชื่อถือมากที่สุด (32%) ได้แก่ เว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูล หรือเสิร์ชเอนจิ้น เช่น กูเกิ้ล รองลงมา (18%) ได้แก่ โซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์สำหรับดูวิดีโอ เช่น ยูทูป (17%) จากผลลัพธ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสื่อออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าน่าเชื่อถือนั้น เป็นช่องทางที่เปิดกว้าง และสาธารณะ ใครก็สามารถที่จะโพสต์ แชร์ หรือบอกต่อข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์เหล่านี้ได้ จึงไม่แปลกที่ข่าวปลอมในสังคมไทยจะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และน่าวิตกกังวลอย่างมาก


เมื่อถามต่อในประเด็นเกี่ยวกับประสบการณ์การแชร์ หรือบอกต่อข่าวปลอมจากสื่อออนไลน์ต่างๆ พบว่าช่วงวัยผู้ใหญ่ หรือช่วงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป “เคย” แชร์ หรือบอกต่อข่าวปลอมจากสื่อออนไลน์มากที่สุด (40%) และรู้สึก “ไม่แน่ใจ” ว่าข่าวที่แชร์ หรือบอกต่อไปนั้นเป็นข่าวปลอมหรือไม่มากที่สุดอีกด้วย (37%) โดยช่วงอายุระหว่าง 30 – 44 ปี เป็นช่วงอายุที่บอกว่า “ไม่เคย” แชร์ หรือบอกต่อข่าวปลอมจากสื่อออนไลน์มากที่สุด (49%) ซึ่งสอดคล้องกับการรณรงค์ของหน่วยงานภาครัฐที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ผ่านแคมเปญ “แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” (รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จากลิงค์นี้ https://bit.ly/2EnUfGY)


จากผู้ที่มีประสบการณ์ “เคย” แชร์ หรือบอกต่อข่าวปลอมจากสื่อออนไลน์ พบว่าเมื่อทราบว่าข่าวที่ได้แชร์ หรือบอกต่อไปนั้นเป็นข่าวปลอม สิ่งที่จะทำมากที่สุด (70%) คือการลบโพสต์ดังกล่าวที่แชร์ หรือบอกต่อนั้นทิ้งออกจากหน้าไทม์ไลน์ของตนเอง และรองลงมา (33%) คือการพยายามบอกต่อให้คนอื่นทราบว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม.