ในช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 2563 เกิดเหตุการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งใหม่ในประเทศไทย โดยมีจุดเริ่มต้นของการระบาดจากการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19สายพันธุ์ใหม่ในตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร จำนวน 1 รายในวันที่ 18 ธันวาคม 2563 และหลังจากนั้นมีการค้นหาเชื้อไวรัสแบบเชิงรุกกับชุมชนใกล้เคียงและแรงงานข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับตลาดดังกล่าวเพิ่มเติม แล้วพบว่ามีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากถึง 576 รายในวันที่ 20 ธันวาคม 2563

ในเวลาต่อมามีการกระจายตัวของไวรัสไปจังหวัดใกล้เคียงแล้วกระจายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆในประเทศอย่างรวดเร็วและพบผู้ติดเชื่อรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละวัน หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจึงออกคำสั่งปิดสถานที่ต่างๆที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของไวรัสเพื่อป้องกันแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้นประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้จึงมีจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้บริษัทมิลยู อินไซต์ จึงจัดทำแบบสำรวจเพื่อศึกษาความคิดเห็น รวมถึงพฤติกรรมของคนไทยหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสที่เกิดขึ้น และสรุปประเด็นต่างๆได้ดังต่อไปนี้

ความกังวลของคนไทยในแต่ละพื้นที่เสี่ยงระดับต่างๆ

เนื่องจากยอดของผู้ติดเชื้อในประเทศนั้นสูงกว่าการแพร่ระบาดครั้งแรก ความกังวลจะต้องเป็นความรู้สึกที่คนหลายคนกำลังมีอยู่ คนที่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงระดับต่างๆจะรู้สึกเหมือนกันมากน้อยแค่ไหน ผลสำรวจของมิลยูพบว่า 9 ใน 10 ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงโควิด-19 รู้สึกเป็นกังวลกับการแพร่ระบาดของโควิดครั้งนี้ และผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยงเพียง 12% เท่านั้นที่ไม่รู้สึกกังวลกับการแพร่ระบาดโควิด-19ครั้งนี้

พฤติกรรมของคนไทยหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสระลอกใหม่

ครึ่งหนึ่งของคนไทยยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม

เมื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตปัจุบันกับก่อนเกิดการระบาดโควิดระลอกใหม่ว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร จากผลสำรวจของมิลยูพบว่า 57% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามยังคงดำเนินชีวิตคล้ายเดิม ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การระบาดครั้งนี้รุนแรงขึ้นก็เป็นได้ หรือสำหรับหลายๆคนซึ่งเรียนรู้จากประสบการณ์เดิมตอนเกิดโควิดใหม่ๆ และอาจได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตมาแล้วอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมีเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันกับความกังวล เรายังพบอีกว่าผู้ที่มีความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตอย่างมาก รู้สึกเป็นกังวลกันเกือบทั้งหมดต่อสถานะการณ์การระบาด ในทางกลับกัน คนจำนวน 1 ใน 5 ของผู้ที่ไม่กังวลกับเหตุการณ์ในปัจจุบันนั้น ได้เปลี่ยนการดำเนินชิวิตของตัวเองเพียงเล็กน้อย หรือใช้ชีวิตประจำวันเหมือนก่อนหน้าการระบาดระลอกครั้งใหม่นี้

กิจกรรมที่คนไทยทำมากขึ้น

ทั้งนี้หากพูดถึงความเปลี่ยนแปลงอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นผลสะท้อนทุกครั้งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดโควิดขึ้น เราจะพบว่า คนส่วนใหญ่ทำอาหารที่บ้านเองมากขึ้น และเราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 รัฐบาลได้กำหนดเวลาทานอาหารนอกบ้านได้ถึง 21.00 น. เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร รัฐบาลอนุญาติให้ร้านอาหารสามารถขายแบบสั่งกลับบ้าน (Take away) ในเวลาระหว่าง 21.00 - 6.00 น.ได้ และการบังคับนี้มีผลจนถึงปลายเดือนมกราคม หรือจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศจะดีขึ้น

นอกจากนี้การสื่อสารถือว่าเป็นหัวใจหลักในการทำงานและการเรียน เราจะเห็นว่า คนเกินกว่าครึ่งที่มีการดำเนินชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป ในการใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดียมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ เป็นผลมาจาก มาตรการการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายองค์กรหรือบริษัทให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน ( Working from Home) เพราะทางบริษัทคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากร รวมไปถึงสถาบันศึกษาหลายแห่งปรับการเรียนการสอนเป็นทางออนไลน์ จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศจะดีขึ้น

การซื้อสินค้าออนไลน์ก็เป็นกิจกรรมที่คนไทยมากกว่าครึ่งทำมากขึ้นอีกเช่นกัน เนื่องจากในปัจจุบันหลายร้านค้าหรือบริษัทมีช่องทางการขายสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ การกักตัวอยู่บ้านและการทำงานอยู่บ้านจึงกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้แอปฯหรือเว็ปไซต์ในการสั่งซื้อของออนไลน์ รวมไปถึงความถี่ของการสั่งซื้อสินค้าของกิน-ของใช้เข้าบ้านก็เพิ่มขึ้นด้วยอีกเช่นกัน

ในส่วนของกิจกรรมผ่อนคลายในช่วงหลังจากการแพร่ระบาด เราพบว่า 48 % และ 36% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามดูหนังหรือทีวี และ เล่นเกมส์มากกว่าแต่ก่อนตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังพบอีกว่า 1 ใน 10 ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามเดินเที่ยวหรือซื้อของในห้างสรรพสินค้ามากกว่าเดิม และอีก 7 % เดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเดิมในช่วงหลังจากการแพร่ระบาคระลอกใหม่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการติดตามของการระบาดที่ไม่แม่นยำ และการกระจายตัวของไวรัสไปยังพื้นที่ต่างๆในประเทศอยู่

การรับมือของคนไทยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน


ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกจนถึงปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมและกระตุ้นเตือนให้คนไทยใช้แอปฯ “ไทยชนะ” ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 มาอย่างต่อเนื่อง ให้คนไทยสแกน QR code ก่อนเข้าและหลังจากใช้บริการร้านค้าเสร็จ แต่มีเพียง 2 ใน 5 ของคนไทยเท่านั้นที่ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้การใส่หน้ากากอนามัย และการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ รวมถึงการเว้นระยะห่างเพื่อลดการสัมผัส ยังเป็นการป้องกันหลักของคนไทยส่วนมากที่ยังให้ความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค) ขอความร่วมมือให้คนไทยผู้มีสมาร์ทโฟนติดตั้งแอปฯ “หมอชนะ” เพิ่มเติม เพื่อบันทึกข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้งานผ่านบลูทูธและระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (GPS) และแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อมีประวัติเข้าใกล้หรือสัมพัสกับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ตามรายงานจำนวนยอดดาวน์โหลดแอปฯหมอชนะที่ ศบค.ได้แจ้งไว้ในวันที่ 10 มกราคม 2564 คือ 5.96 ล้านดาวน์โหลด อย่างไรก็ตามการติดตามและแจ้งเตือนยังไม่ครอบคลุมกับคนทุกกลุ่ม เนื่องจากการใช้แอปฯ “หมอชนะ” จำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณืที่รองรับเท่านั้น

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 ประเทศสิงคโปร์ได้เริ่มแจกจ่ายอุปกรณ์เครื่องติดตาม “Tracetogether Token” ที่รองรับคนทุกเพศทุกวัยที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถรองรับแอปฯ TraceTogether ผู้ใช้งานสามารถพกพาอุปกรณ์ชิ้นนี้เพื่อติดตามสถานที่ที่ไปได้ด้วยสัญญาณบลูทูธและแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อมีประวัติเข้าใกล้หรือสัมพัสกับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 แต่ตัวเครื่องจะไม่สามารถตรวจจับ GPS ได้เหมือนกับแอปฯหมอชนะของประเทศไทย

นอกจากนี้คุณ Lawrence Wong รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ได้ให้การสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Straits Times และยืนยันว่าประชากรสิงคโปร์ใช้งาน Tracetogether ทั้งแบบแอปฯและเครื่องติดตามมากกว่า 4.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 78 % ของประชากรทั้งหมดในประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 4 มกราคม 2564 ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลไทยต้องการที่จะดูการเครื่องไหวของการแพร่ระบาดและแจ้งเตือนประชาชนผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นก็ควรที่จะเพิ่มความหลากหลายของชนิดอุปกรณ์ และเพิ่มความง่ายในการเข้าถึงอุปกรณ์