ในปัจจุบันเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยทำให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารหากันได้อย่างรวดเร็ว และสะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยการสื่อสารไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เพียงแค่การโทรศัพท์หากันแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีการส่งข้อความหากันทั้งในรูปแบบของแมสแสจที่เป็นข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) และแมสเสจในโปรแกรมแชทสำหรับสนทนา หรือโปรแกรมแชทต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารในรูปแบบของวิดีโอคอล ซึ่งสามารถเห็นทั้งภาพ และได้ยินเสียงไปพร้อมๆ กันอีกด้วย โดยการสื่อสารในแต่ละรูปแบบนั้นก็จะมีทั้งข้อดี ข้อด้อยที่แตกต่างกันออกไปตามแต่สถานการณ์ที่ถูกหยิบยกนำไปใช้งานนั่นเอง

แต่หนึ่งในรูปแบบการสื่อสารที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ด้วยความที่มีพื้นฐานในการใช้งานที่ค่อนข้างง่าย ใช้เวลาน้อย สะดวกทั้งผู้ส่งสาร และผู้รับสาร ง่ายต่อการจับใจความสำคัญ นั่นก็คือ “การส่งข้อความ” นั่นเอง ที่ไม่ว่าชาติไหน ภาษาใดก็สามารถส่งหากันได้ทั้งนั้น แต่ถ้าจะส่งเฉพาะแค่ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะดูน่าเบื่อ หรือไม่สามารถสื่อความ สื่ออารมณ์ได้มากเท่าที่ต้องการ ดังนั้นการส่งข้อความในปัจจุบันจึงมีลูกเล่นต่างๆ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อีโมติคอน (หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า “อีโมจิ”), สติกเกอร์ หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหว (ไฟล์ GIF) เป็นต้น โดยลูกเล่นต่างๆ ที่ได้กล่าวมานั้น ลูกเล่นที่คลาสสิก และพบเห็นอยู่เป็นประจำ นั่นก็คือ “อีโมติคอน หรืออีโมจิ” นั่นเอง

สำหรับ “อีโมติคอน หรืออีโมจิ” ถูกออกแบบ และมีการนำมาใช้ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยคุณ Shigetaka Kurita เป็นผู้คิดค้น แต่เดิมนั้น “อีโมจิ” มีความหมายว่า ตัวหนังสือภาพ โดยมาจากคำว่า เอะ (絵, "ภาพ") ผสมกับคำว่า โมจิ (文字, "ตัวหนังสือ")นั่นเอง โดยคุณ Kurita ได้กล่าวเอาไว้ว่า “สิ่งต่างๆ มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก หนึ่งคือรูปสัญลักษณ์ Pictograms ซึ่งถูกใช้เป็นสัญญาณตามสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น เช่นสถานีรถไฟและสถานที่สาธารณะ สองคือศิลปะมังงะของญี่ปุ่น ซึ่งใช้ลายเส้นกราฟิกเพื่อแสดงอารมณ์ และท้ายสุดก็คือนิตยสารญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้จัดระเบียบความคิดและสื่อสารข้อมูลมารวมกัน เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอีโมจิขึ้นมา” (อ้างอิงข้อมูลจาก https://bit.ly/2Mz5DGe)

เนื่องจาก “อีโมจิ” ถูกนำไปใช้ และปรากฏในหลายรูปแบบ เช่น การแสดงสีหน้า อากัปกิริยาอาการ วัตถุ สถานที่ ลมฟ้าอากาศ สัตว์ หรือสิ่งของต่างๆ เป็นต้น โดยมีลักษณะที่เหมือนรูปภาพจริง ซึ่งนำมาใช้แทนที่ตัวอักษร ตัวเลข หรือเครื่องหมายวรรคตอน และผสมกันเพื่อให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นนั้น แต่ด้วยความที่ “อีโมจิ” เป็นลักษณะของสัญลักษณ์เชิงรูปภาพนั้น ทำให้การตีความหมาย และนำไปใช้นั้นแตกต่างกันตามแต่มุมมอง และความเข้าใจของผู้ที่นำไปใช้นั่นเอง ซึ่งหากผู้รับสารตีความ และเข้าใจความหมายไปในอีกแบบหนึ่ง ก็อาจส่งผลให้การสื่อสารมีความคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน

มิลยู อินไซต์ (ประเทศไทย) จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแอปฯ มิลยู เซอร์เวย์ จำนวน 5,279 คน ในประเด็นคำถามที่ว่า “คุณคิดว่าอีโมจิเหล่านี้ มีความว่าอย่างไร?” ซึ่งผลสำรวจที่ได้ออกมานั้น น่าสนใจอย่างมาก โดยผู้เขียนได้เลือก “อีโมจิ” ที่มักพบเห็นได้บ่อยๆ ในโลกออนไลน์ มาสรุปผลให้ได้ทราบกัน ดังนี้


เริ่มกันที่อีโมจิตัวแรก อีโมจิที่มีวงแหวนสีฟ้าอยู่บนหัววงกลมหน้ายิ้ม หรือที่หลายๆ คนมักเรียกกันว่าสไมล์ลี่นั้น พบว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าอีโมจิตัวนี้ มีความหมายว่า ยิ้มนางฟ้า (35%) รองลงมา คือ ยิ้มของคนที่ทำความดีมา (27%)

อีโมจิตัวที่สอง อีโมจิที่มีแววโตเป็นหัวใจสีชมพูดวงโตทั้ง 2 ข้าง พบว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าอีโมจิตัวนี้ มีความหมายว่า มีความรัก (52%) รองลงมา คือ เห็นบางสิ่งที่คุณรัก (30%)

อีโมจิตัวที่สาม อีโมจิที่ทำตาโต อ้าปากกว้าง และมีมือยกขึ้นมาแนบไว้ที่หน้านั้น พบว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าอีโมจิตัวนี้ มีความหมายว่า หวาดกลัว (49%) รองลงมา คือ ตกใจ (48%)

อีโมจิตัวที่สี่ อีโมจิที่อ้าปากกว้างจนเห็นฟัน พบว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าอีโมจิตัวนี้ มีความหมายว่า ฝืนยิ้ม (71%) รองลงมา คือ ยิ้มเห็นฟัน (17%)

อีโมจิตัวที่ห้า อีโมจิที่กรอกตาดำมองขึ้นไปทางด้านบน พบว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าอีโมจิตัวนี้ มีความหมายว่า กรอกตามองคนที่กำลังทำสิ่งโง่ๆ (46%) รองลงมา คือ กำลังคิดอะไรบางอย่าง (39%)

และอีโมจิตัวสุดท้าย เป็นอีโมจิที่เชื่อว่าหลายคนต้องใช้กันเป็นประจำอย่างแน่นอน โดยเป็นลักษณะของมือ 2 ข้างประกบกัน พบว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าอีโมจิตัวนี้ มีความหมายว่า ขอบคุณ (73%) รองลงมา คือ กล่าวคำอ้อนวอน ขอร้อง (17%)

จากผลสำรวจ จะเห็นว่าอีโมจิบางตัวนั้น คนส่วนใหญ่ก็ตีความหมายไปในแบบเดียวกัน แต่อีโมจิบางตัวก็อาจถูกตีความมากกว่าหนึ่งความหมายด้วยความคิดเห็นที่ใกล้เคียงกัน หรืออย่างอีโมจิบางตัวก็อาจถูกนำมาใช้บิดเบือนไปจากความหมายที่แท้จริง แต่คนส่วนใหญ่ก็เลือกที่ตีความ และเข้าใจไปในแบบนั้น อย่างเช่นอีโมจิตัวสุดท้าย ที่ความหมายจริงๆ แล้วคือ การแปะมือทักทาย หรือไฮไฟว์ แต่ด้วยความที่วัฒนธรรมดังกล่าวไม่ใช่วัฒนธรรมการทักทายของสังคมไทย คนส่วนใหญ่ถึงตีความว่าเป็นไหว้เพื่อขอบคุณมากกว่านั่นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ว่าความหมายที่แท้จริงของอีโมจิแต่ละตัวจะคืออะไร แต่ถ้าผู้ที่ใช้ และผู้ที่รับ เข้าใจ และตีความไปในแบบเดียวกัน ก็เพียงพอให้การสื่อสารครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

เพราะในทุกวันนี้อีโมจิได้กลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือสื่อสาร แต่ยังใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึก และเป็นเหมือน ‘ภาษาภาพ’ ยอดนิยมของผู้คนบนโลกออนไลน์ไปแล้ว และที่สำคัญอาจกล่าวได้ว่าเราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรมอีโมจิ” ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทั่งเข้านอนก็คงไม่ผิด เพราะไม่ว่าจะหิวไส้กิ่ว รีบไปทำงานตอนเช้า ง่วงยามบ่าย หรือแม้แอบนัดหมายส่งสัญญาณแบบลับเฉพาะคนรู้ใจ หลายคนก็ยังทำมันผ่านอีโมจินั่นเอง.