“มารยาททางสังคม” ค่านิยมแบบโบราณ หรือเสน่ห์ของไทยแบบวันวานที่กำลังจะเลือนหายไป

“สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล” เป็นสุภาษิตของไทยที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกยุคสมัย ไม่เว้นแม้แต่ในปัจจุบันที่เป็นยุคของเทคโนโลยีซึ่งมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งก็ตาม เพราะสังคมไทยตั้งแต่ในอดีตได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของมารยาทเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการสั่งสอน และปลูกฝังให้เด็กมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ จะไปไหนมาไหนก็ต้องมีการบอกกล่าว สอดคล้องกับคำกล่าวที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า “ไปลามาไหว้” นั่นเอง หรือแม้แต่การปลูกฝังให้รู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ หรือใครมีน้ำใจช่วยเหลือ ตลอดจนการได้รับของจากผู้อื่น ก็ต้องไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ พร้อมกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” ให้ติดปาก หรือในทางตรงกันข้าม หากเราทำให้ใครต้องเสียใจ หรือผิดหวัง ก็ต้องยกมือไหว้กล่าวคำ “ขอโทษ” ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทยตั้งแต่ในอดีตที่ถูกปลูกฝัง ซึมซับ และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนทำให้การ “ไหว้” กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยจวบจนถึงปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ชาวต่างชาติชื่นชม และยกย่อง

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสังคมไทยจะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากตะวันตก หรือภูมิภาคเอเชียด้วยกันเองก็ตาม ตลอดจนการปรับตัวเพื่อให้ทันกับประเทศอื่นๆ ในโลก จึงอาจทำให้มารยาททางสังคม ค่านิยม ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของไทยลดน้อยถอยลงไปบ้าง แต่ทางทีมงาน มิลยู อินไซต์ เชื่อมั่นในคำกล่าวที่ว่า “กรุงศรีฯ ไม่เคยสิ้นคนดีฉันใด คนไทยในปัจจุบันก็ยังมีจิตใจที่ดีงามฉันนั้น” ทางทีมงานจึงได้ทำการสอบถามความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมารยาททางสังคม โดยเปรียบเทียบกับผู้คนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของการศึกษา กฎระเบียบ และระเบียบวินัยของผู้คนในสังคมมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น มาติดตามไปพร้อมๆกัน



“สยามเมืองยิ้ม” รอยยิ้มของผู้คนในสังคม เอกลักษณ์ของคนไทยที่ประทับใจชาวต่างชาติ

หากพูดถึงเรื่องของความเป็นมิตร และรอยยิ้มที่มีให้กับผู้คนรอบข้างแล้ว คนไทยจะต้องเป็นประเทศที่ถูกนึกถึงเป็นคำตอบแรกๆ อย่างแน่นอน เพราะคนไทยมีความเป็นมิตร มีความสุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน และมีน้ำใจกับคนอื่นๆ ดังจะเห็นได้จากคำถามที่ว่า “คุณยิ้มให้กับคนแปลกหน้าหรือไม่” โดยทางฝั่งคนไทยมีจำนวนมากถึง 66% ของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่จะยิ้มให้กับคนแปลกหน้าเป็นประจำ ในขณะที่ทางฝั่งสิงคโปร์ มีเพียงแค่ 11% เท่านั้นที่จะยิ้มให้กับคนแปลกหน้าเป็นประจำ ซึ่งอาจเป็นด้วยรูปแบบ และค่านิยมทางสังคมแบบต่างชาตินั่นเอง

ในขณะที่ความเป็นมิตรของคนไทยก็เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากคำถามที่ว่า “คุณทักทายเพื่อนบ้านหรือไม่” โดยทางฝั่งคนไทยมีจำนวนมากถึง 61% ของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่จะทักทายเพื่อนบ้านเป็นประจำ ในขณะที่สิงคโปร์มีจำนวน 40% ที่จะทักทายเพื่อนบ้าน ในส่วนของคำถามข้อนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งคนไทย และคนสิงคโปร์มีจำนวนเปอร์เซนต์ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะของที่อยู่อาศัยที่มีความคล้ายคลึงกันนั่นเอง



“ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคมที่คนไทยยังมีไม่เพียงพอ

หากพูดถึงเรื่องของการทำอะไรสบายๆ ง่ายๆ ทำอะไรตามใจตนเองแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างแน่นอน จนมีคำกล่าวติดตลกว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” เพราะคนไทยไม่ชอบการถูกบีบบังคับ หรือทำอะไรภายใต้กฎระเบียบนั่นเอง อีกทั้งหากอะไรที่มีข้อจำกัด หรือเงื่อนไขจำนวนมาก คนไทยก็มักที่จะช่วยเหลือ ผ่อนปรน จนถึงขั้นอะลุ้มอล่วยให้กันเลยก็มี จึงไม่แปลกที่เมื่อถามว่า “หากมีโอกาส คุณจะแซงคิว หรือลัดคิวคนอื่นหรือไม่” ทางฝั่งคนไทยมีจำนวนมากถึง 18% ของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่จะแซงคิว หรือลัดคิวเป็นประจำเมื่อมีโอกาส ในขณะที่ทางฝั่งสิงคโปร์มีจำนวนเพียงแค่ 2% เท่านั้นที่จะทำแบบเดียวกัน

เช่นเดียวกันกับคำถามที่ว่า “หากไม่มีใครเห็น คุณจะทิ้งขยะลงพื้นหรือไม่” โดยทางฝั่งคนไทยมีจำนวนมากถึง 11% ของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่จะทิ้งขยะลงพื้นเป็นประจำ หากไม่มีใครเห็น ในขณะที่ทางฝั่งสิงคโปร์มีจำนวนเพียงแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งจากทั้งสองคำถามสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงระเบียบวินัย ความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม ตลอดจนบทลงโทษของกฎหมายที่สิงคโปร์มีความเข้มงวด และเด็ดขาดมากกว่าไทย จึงทำให้คนในสังคมไม่กล้าที่จะทำอะไรตามใจตนเอง โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวม



“มีน้ำใจให้กับเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน” ถึงรถจะติดขัด แต่น้ำใจบนท้องถนนก็ไม่เคยขาดแคลน

การจราจรบนท้องถนนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยที่ถูกยกให้เป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดในโลก จะเป็นเพราะจำนวนรถยนต์ที่มากมาย หรือการจัดระเบียบการจราจรที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่อย่างน้อยน้ำใจบนท้องถนนก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่มักเกิดปัญหาทะเลาะวิวาทกัน โดยมีต้นเหตุมาจากการไร้ซึ่งน้ำใจบนท้องถนนนั่นเอง โดยในส่วนของน้ำใจบนท้องถนนนั้นยังรวมถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นอีกด้วย ดังเช่นคำถามที่ว่า “ขณะใช้บริการขนส่งสาธารณะ คุณยินดีจะลุกให้ผู้อื่นนั่งหรือไม่” โดยทางฝั่งคนไทยมีจำนวนมากถึง 75% ที่จะลุกให้ผู้อื่นนั่งเป็นประจำ เช่นเดียวกันกับทางสิงคโปร์ที่มีจำนวนมากถึง 60% ที่จะลุกให้ผู้อื่นนั่งเป็นประจำเช่นกัน

อีกหนึ่งเหตุการณ์บนท้องถนนที่เรามักจะเห็นกันเป็นประจำ ก็คือ คำถามที่ว่า “คุณจะยอมให้ทางแก่รถคันอื่นหรือไม่” โดยทางฝั่งคนไทยมีจำนวน 54% ที่จะให้ทางแก่รถคันอื่นเป็นประจำ และทางฝั่งสิงคโปร์มีจำนวน 33% ที่จะให้ทางแก่รถคันอื่นเป็นประจำเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวเลขของผลสำรวจในส่วนนี้ของทั้งไทยและสิงคโปร์ ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่อย่างน้อยถึงรถจะติดแค่ไหน แต่ก็ไม่ต้องหงุดหงิดเพิ่มกับเพื่อนร่วมทางส่วนใหญ่บนท้องถนนนั่นเอง

สำหรับแบบสอบถามมารยาททางสังคมทั้ง 3 ส่วนนี้ มิลยู อินไซต์ได้สำรวจความคิดเห็นในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2561 ผ่านแอปฯ มิลยู เซอร์เวย์ โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่เป็นคนไทยจำนวน 3,821 คน และเป็นคนสิงคโปร์จำนวน 3,175 คน เฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปเท่านั้น