ในปัจจุบันโลกของเราหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีต่างๆ พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

แต่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนั้น ส่งผลให้การรับรู้ มุมมอง และทัศนคติของเราที่มีต่อโลกใบนี้นั้นบิดเบือนจากความเป็นจริงไปมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ การศึกษา หรือแม้แต่สุขภาพ และสุขอนามัยของประชากรทั่วโลก

อย่าเพิ่งปักใจเชื่อในสิ่งที่คุณได้ยิน หรือรับรู้มา! เพราะจากคำถามพื้นฐานทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ การศึกษา หรือแม้แต่สุขภาพ และสุขอนามัยของประชากรทั่วโลก หรือที่หลายๆคนรู้จักกันในชื่อ Factfulness Quiz ที่ “ฮันส์ โรสลิง” นักจิตวิทยา และนักสถิติศาสตร์ชื่อดังชาวสวีดิช ร่วมกับมูลนิธิของเขาได้ร่วมกันคิด และตั้งคำถามขึ้นมานั้น พบว่าผู้คนนับพันจากทั่วทุกมุมโลกที่ร่วมกันตอบคำถามดังกล่าวมีอัตราการตอบถูกเป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยมากๆ น้อยกว่าการให้ลิงชิมแปนซีมาลองเดาคำตอบ (กามั่ว) ของคำถามในแต่ละข้อเสียอีก

ก่อนอื่นต้องทำความเช้าใจก่อนว่าคำถามเหล่านี้ ไม่ใช่คำถามปริศนาที่ซับซ้อน หรือคำถามที่ต้องใช้ความจำเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆที่เคยเกิดขึ้น เป็นเพียงคำถามพื้นฐานธรรมดาทั่วไป อย่างเช่น คำถามเกี่ยวกับความยากจน คำถามเกี่ยวกับประชากรทั่วโลก คำถามเกี่ยวกับสุขภาพ คำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และคำถามเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อดูว่าตัวเรานั้นตระหนักต่อความเป็นไปของโลกใบนี้อย่างไรบ้าง

มิลยู อินไซต์ (ประเทศไทย) ก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกันว่า “คนไทย” จะมีมุมมอง และทัศนคติต่อคำถามเหล่านี้อย่างไร? ความคิด ความเข้าใจที่มีจะถูกบิดเบือนจากความเป็นจริงไปมากน้อยแค่ไหน?

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราได้ทำการสำรวจจากผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแอปฯ มิลยู เซอร์เวย์ จำนวน 3,250 คน ถ่วงน้ำหนักทั้งในส่วนของเพศ และอายุตามหลักการทางสถิติ โดยได้ถามคำถามทั้งหมด 13 ข้อที่มาจาก Factfulness Quiz นั่นเอง

จากผลการสำรวพบว่า...

คำถามทั้ง 13 ข้อข้างต้น คนไทยส่วนใหญ่สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องมากถึง 6 ข้อเลยทีเดียว

ซึ่งจากสถิติที่มีการเปิดเผยตัวเลขก่อนหน้านี้ ในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น มีเปอร์เซนต์ของคนที่ตอบถูกน้อยมากๆ หรือแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ ก็มีจำนวนข้อที่คนส่วนใหญ่ตอบถูกเพียงแค่ 3 ข้อเท่านั้น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://bit.ly/2kNLcc7)

ลองมาดูกันว่าคำถามทั้ง 13 ข้อ ถามว่าอย่างไรกันบ้าง








จากผลลัพธ์ข้างต้นที่ออกมานั้น บอกอะไรเราได้บ้าง?

ถึงแม้ว่าจากกลุ่มตัวอย่างของคนไทยส่วนใหญ่ จะสามารถตอบคำถามได้ถูกถึง 6 ข้อ แต่ก็มีอีก 7 ข้อที่คนส่วนใหญ่มักจะมีมุมมอง ความคิด หรือทัศนคติต่อโลกใบนี้ ไปในแง่ลบ หรือด้านแย่ๆ มากกว่า ดังจะเห็นได้จาก...

คำถามเกี่ยวกับหายนะจากภัยธรรมชาติที่ถามว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านา มีจำนวนผู้คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติมากน้อยอย่างไร? โดยผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่กว่า 40% คิดว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิต “เพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าตัว” (โดยคำตอบที่ถูกต้อง คือ มีจำนวนผู้เสียชีวิต “ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง” ซึ่งมีคนตอบเพียง 33% เท่านั้น) หรือจะเป็นคำถามเกี่ยวกับภาวะความยากจนของประชากรทั่วโลกที่ถามว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จำนวนประชากรทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับภาวะความยากจนเป็นอย่างไร? โดยผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่กว่า 71% คิดว่า มีจำนวน “เพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าตัว” (โดยคำตอบที่ถูกต้อง คือ “ลดลงกว่าเดิมกว่าครึ่งหนึ่ง” ซึ่งมีคนตอบเพียงแค่ 10% เท่านั้น)

แต่เพราะอะไรทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมักมองโลกในแง่ลบ? โดยมีข้อเท็จจริงบางประการที่ได้รับการค้นคว้าศึกษาจากในหลายๆ ประเทศ แล้วได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าสาเหตุสำคัญนั้น ไม่ใช่เป็นผลเฉพาะแต่กับคนไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับทุกคนทั่วโลก อันเนื่องมาจากการหยั่งรากลึกของปัญหาทั่วทุกมุมโลกที่ถูกสะสม และปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานนั่นเอง

นอกจากนี้ยังอาจเป็นผลมาจาก...

ความลำเอียงของแต่ละคน: คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวัน ซึ่งช่องทางเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่สร้างความลำเอียงให้เกิดขึ้น เพราะโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม ในทุกวันนี้กลายเป็นแหล่งรวม และเผยแพร่ “ข่าวปลอม” จำนวนมาก ซึ่งจะทำให้คนที่ใช้งานเกิดความลำเอียงจากการรับรู้ข่าวปลอมต่างๆ นอกจากนี้ด้วยรูปแบบการแสดงเนื้อหาของโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่จะพิจารณาจากพฤติกรรม หรือเนื้อหาที่ผู้ใช้งานให้ความสนใจก่อนหน้านั้น ทำให้เนื้อหาที่จะแสดงในอนาคตก็จะมีลักษณะที่คล้ายคลึง หรือสอดคล้องกัน จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความลำเอียงได้เช่นกัน เนื่องจากจะได้รับรู้ และเห็นแต่เนื้อหา หรือข้อมูลที่ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดระบบความเชื่อ และมุมมองความคิดที่บิดเบือนจากความเป็นจริงได้

ระบบการศึกษา: ในช่วงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โลกของเรามีการปรับตัว และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในเกือบจะทุกเรื่องก็ว่าได้ แต่เรื่องของระบบการศึกษากลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของคุณครูที่เป็นผู้สอน ซึ่งมักจะมีลักษณะอนุรักษ์นิยม ไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หรือในส่วนของเนื้อหาก็เช่นกัน ที่ไม่ได้มีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย หรือข้อมูลที่อัปเดตได้ทันท่วงที ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ และมีส่วนที่ก่อให้เกิดความคิดในแง่ลบ เนื่องจากข้อมูลที่ล้าสมัยเกี่ยวกับโลกของเรา

ข่าว และสื่อต่างๆ: เนื้อหาของข่าวที่มีการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ นั้น มักถูกชี้นำไปในแง่ลบเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนสนใจมากยิ่งขึ้น ผ่านการพาดหัวข่าว และเนื้อข่าวที่นำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวแย่ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น มักถูกหยิบยกมานำเสนอเป็นพิเศษ ซึ่งตรงกับสัญชาตญาณของคนที่มักจะรู้สึกหวาดกลัว ส่งผลให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กับข่าวในทำนองดังกล่าวอย่างรุนแรง เช่น การจี้ปล้น การถูกสัตว์ทำร้าย เป็นต้น

ช่องว่างระหว่างชนชั้น: ความเข้าใจผิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวความคิดที่แบ่งโลกของเราออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (รวย) และกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา (ยากจน) ซึ่งถึงแม้ว่าคำว่า “พัฒนาแล้ว” และ “กำลังพัฒนา” อาจฟังดูใกล้เคียงกัน แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ถูกนำมาใช้ในการจำแนกก็คือ ปัจจัยด้านความจำเป็นพื้นฐาน เช่น เรื่องเกี่ยวกับอาหาร, น้ำ, ไฟฟ้า หรือที่รวมเรียกว่าระบบสาธารณูปโภคนั่นเอง

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ มิลยู อินไซต์ (ประเทศไทย) จึงมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะรวบรวมข้อมูล และนำเสนอความคิดเห็นต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่ผลลัพธ์ที่ได้นั้น จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการตั้งคำถาม กระตุ้นเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม และอัปเดตมุมมองที่มีต่อโลกใบนี้ให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ เพื่อที่จะช่วยสร้าง และปลูกฝังมุมมองความคิดในแง่บวก เพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม