♬ เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง ไม่คิดจะหาคู่ควง เดี๋ยวจะร่วงพ้นวัยไปเปล่า เกิดมาเดียวดาย จะตายเพราะความเหงาเศร้า แต่งงานกันเสียเถิดเรา อยู่ว่างเปล่าไม่ดีอะไร ♬



จากบทเพลงข้างต้น (ถึงแม้จะแอบเก่าไปหน่อยก็ตาม 555) การมีใครสักคนที่คอยอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจ คอยดูแลกันย่อมดีกว่าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อได้พบเจอคนที่รัก จะมีอะไรดีไปกว่าการได้แต่งงาน ใช้ชีวิตในฐานะครอบครัว และสร้างอนาคตไปด้วยกัน แต่ในสังคมปัจจุบันที่หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากขึ้น ขนบธรรมเนียมแบบเดิมๆ อย่างการ “แต่งก่อนอยู่” ก็เริ่มถูกสั่นคลอน เพราะขนบธรรมเนียมแบบดังกล่าวไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันอีกต่อไปว่าความสัมพันธ์ของคนสองคนจะยืนยาว ราบรื่นไปได้ตลอดรอดฝั่ง และบ่อยครั้งที่หลายๆ คู่ต้องเลิกรากัน เพราะหลังจากแต่งงานกันแล้ว เมื่อต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้

อีกทั้ง “การแต่งงาน” ในปัจจุบัน มีต้นทุนทางสังคม และค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ไหนจะค่าสินสอด ค่าสถานที่ ค่าอาหาร ค่าชุด ยิ่งมีหน้าตาในสังคมมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ในบางคู่อาจจะต้องมีงานแต่งตอนเช้าแบบหนึ่ง ตอนบ่ายอีกแบบหนึ่ง ตอนเย็นอีกแบบหนึ่งให้เข้ากับประเพณีของครอบครัวแต่ละฝ่ายก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์ของคู่รักจะยืนยาวไปตลอดรอดฝั่ง เงินที่เสียไปไม่สูญเปล่า ค่านิยมการ “อยู่ก่อนแต่ง” จึงได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจจากผู้ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแอปฯ มิลยู อินไซต์ จำนวน 10,333 คน โดยมีจำนวนผู้ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นมากถึง 57.36% เลือกที่จะ “อยู่ก่อนแต่ง” มากกว่าการ “แต่งก่อนอยู่” แบบเดิมๆ


ถึงแม้ว่าการ “อยู่ก่อนแต่ง” จะมีข้อดีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่คู่รักจะได้เรียนรู้กันแบบจริงจัง ได้เห็นทุกมุมของกันและกันมากกว่าแค่ตอนคบกันเป็นแฟน ได้ใช้ชีวิตอิสระแบบไม่มีข้อผูกมัดทางสังคม หรือจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์แบบลึกซึ้งที่ไม่ต้องรอให้ห่ามก็สุก และสุขด้วยกันทั้งคู่ได้ รวมไปถึงหากลองอยู่กันแล้ว พบว่าเข้ากันไม่ได้ หรือไปกันไม่รอด ก็สามารถที่จะเลิกรากันได้ง่าย และอาจเพียงแค่ลดสถานะเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกันเหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้นการ “อยู่ก่อนแต่ง” ก็มีข้อเสีย และหลายสิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยเช่นกัน เพราะจริงๆ แล้วสังคมไทย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ก็ยังคงคุ้นเคยกับการ “แต่งก่อนอยู่” ซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมแบบเดิม โดยเฉพาะทางฝ่ายหญิงที่มักถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบมากกว่า และอาจถูกมองไม่ดี ถูกซุบซิบนินทาจากคนรอบข้าง ตลอดจนหากความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินเลยจนถึงขั้นมีลูก แต่สุดท้ายต้องเลิกรากัน เด็กที่เกิดมาก็อาจกลายเป็นปัญหาสังคมได้

เพราะฉะนั้นแล้วหากคู่รักตัดสินใจเลือกที่จะ “อยู่ก่อนแต่ง” ก็ควรที่จะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวให้คุ้มค่ามากที่สุด เรียนรู้ซึ่งกันและกัน รวมถึงวางแผนชีวิตเพื่อที่จะได้พยายามสร้างชีวิตที่ดีในอนาคตด้วยกันจริงๆ

สำหรับใครที่อ่านบทความแล้ว อยากมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ สามารถดาวน์โหลด แอปฯ มิลยู เซอร์เวย์ ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลย