“หมอ”สำหรับสังคมไทยเมื่อพูดถึงอาชีพที่มีเกียรติ และได้รับการยกย่องอยู่เสมอๆ หนึ่งในนั้นจะต้องมีอาชีพแพทย์ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “หมอ” อย่างแน่นอน นอกจากจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติแล้ว “หมอ” ยังเป็นอาชีพในฝันของเด็กไทยหลายต่อหลายคน ซึ่งหากถามถึงสาเหตุ คำตอบที่ได้ก็จะมีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการได้ช่วยเหลือผู้อื่น ได้ดูแลรักษาพ่อแม่ญาติพี่น้องในยามที่เจ็บป่วย เป็นอาชีพที่รายได้ดี สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่สุขสบาย หรือที่ใครต่อใครชอบพูดกันว่า “เป็นหมอแล้วรวย”

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงคิดว่า “เป็นหมอแล้วรวย” ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการปลูกฝังทางความคิด และค่านิยมทางสังคมไทยที่ถูกหล่อหลอมกันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นมายาคติ ที่ให้ความสำคัญ ยกย่อง และเชิดชูคนเก่ง ดังจะเห็นได้จากความคาดหวังของพ่อแม่หรือคนรอบข้างที่มีต่อเด็ก ถ้าเด็กคนนั้นเรียนเก่ง ก็มักจะถูกคาดหวังว่าอีกหน่อยจะต้องเรียนหมออย่างแน่นอน ทุกคนก็จะสบาย สามารถพึ่งพา ฝากผีฝากไข้ได้ ยังไม่นับรวมมุมมองความคิดที่ว่าพอเป็นหมอแล้วก็ต้องรับงานตามโรงพยาบาลเอกชน หรือเปิดคลีนิกของตนเอง ยิ่งรวยมากขึ้นไปอีก จึงไม่แปลกที่จะเห็นพ่อแม่จำนวนไม่น้อยในสังคมไทยปลูกฝังให้ลูกตั้งใจเรียน ให้ลูกเรียนพิเศษตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่จะได้เรียนเก่งๆ โตขึ้นจะได้มีโอกาสเข้าเรียนหมอได้มากที่สุดนั่นเอง

จากที่ได้เกริ่นมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเรื่องของเงิน รายได้ และค่าตอบแทนกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญ (หรืออาจจะเป็นเหตุผลหลัก) ที่พ่อแม่อยากให้ลูกของตัวเองเรียนหมอ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดของมิลยู จากผู้ตอบแบบสอบถามผ่านแอปฯ มิลยู เซอร์เวย์ จำนวน 740 คน มีจำนวนมากถึง 42% ที่คิดว่าคนจะไม่เลือกเรียนหมอ ถ้าหากได้เงินเดือนเท่ากับอาชีพอื่นๆ

ถึงแม้ว่ามายาคติเกี่ยวกับอาชีพ “หมอ” จะดูดี แต่จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่าทัศนคติของคนทั่วไปที่มีต่อหมอ และการรักษาพยาบาลก็ค่อนข้างจะไปในทิศทางลบ โดยมองว่าอาชีพหมอคือการแสวงหาผลประโยชน์กับความเจ็บป่วย มักจะคิดหรือรู้สึกว่าตนเองเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย แต่ทำไมถึงต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพง มีทั้งค่ายา ค่าหมอ แล้วแบบนี้หมอจะไม่รวยได้ยังไง แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่าจริงๆ แล้วชีวิตของการเรียนหมอ หรือการเป็นหมอไม่ได้ง่าย และสบายอย่างที่คิด เพราะการเรียนที่มีเนื้อหาที่ยาก มีการอยู่เวร การใช้ทุน ตลอดจนความรับผิดชอบต่างๆ และเมื่อเป็นหมอแล้วรายได้ หรือค่าตอบแทนต่างๆ ก็แปรผันตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน หรือเคสของคนไข้ที่ดูแล แค่เพียงเท่านี้ก็แทบจะหมดเวลาในแต่ละวัน

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สังคมควรให้ความสนใจ คือ การปรับเปลี่ยนมายาคติเกี่ยวกับอาชีพหมอ ไม่ให้กลายเป็นกับดักทางความคิดมากไปกว่านี้ ให้การเรียนหมอเป็นเรื่องของความสมัครใจ หรือความต้องการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น มากกว่าการถูกผลักดันให้เข้ามาในสายอาชีพนี้เพื่อความต้องการที่จะร่ำรวย กอบโกย และแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง จนอาจละเลยสิ่งที่เป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณในวิชาชีพ จนนำไปสู่การฟ้องร้องระหว่างคนไข้กับหมอ ดังที่เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งในปัจจุบัน.